กรมวิชาการเกษตร หารือ กรมควบคุมมลพิษ แนวทางการใช้ มาตรการ GAP
แก้ปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 และ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคเกษตรกรรม
นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ประชุมร่วมกับ นายปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ หารือมาตรการแผนปฏิบัติการวาระแห่งชาติ ทุกหน่วยงานเข้มข้นแก้ฝุ่น PM 2.5 ตามแผนการแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง ตามบัญชานายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ แนวทางการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคเกษตรกรรม
อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า กรมฯ ติดตามเฝ้าระวังฝุ่นละออง PM 2.5 และข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ จำนวนจุดความร้อนหรือ Hot Spot จากภาพถ่ายดาวเทียมของ GISTDA และร่องรอยการเผาแปลงหรือ Burn Scar ข้อมูลดังกล่าว เป็นข้อมูลเชิงพื้นที่ว่ามีจุดความร้อนเกิดขึ้น แต่ไม่สามารถระบุเป็นรายแปลงได้ ทำให้ไม่สามารถชี้ได้ว่า แปลงดังกล่าวเป็นแปลงของเกษตรกรรายใด จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงไปดำเนินการจัดการในพื้นที่
อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ในฐานะ ประธานอาเซียนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ASEAN Climate Resilience Network: ASEAN-CRN) เห็นความสำคัญของปัญหานี้ จึงได้หารือกับ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ในการลดการเกิด PM 2.5 ในภาคการเกษตร และเสริมสร้างการปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืน โดยเสนอใช้ มาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี GAP ที่กรมฯ ประสบความสำเร็จ ในมาตรการ GAP Plus, GMP Plus ที่ใช้ควบคุมดูแลผลไม้ส่งออกไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน ให้ปลอดศัตรูพืช และ ปลอดเชื้อ COVID-19 และ มาตรการ GAP Monkey free Plus สกัดข้อกล่าวหาใช้แรงงานลิงเก็บมะพร้าวป้องอุตสาหกรรมส่งออกมะพร้าวไทยไปต่างประเทศ
มาตรการ GAP เป็นการตรวจรับรองแหล่งผลิตพืชตามเงื่อนไข 8 ด้าน และมีหัวใจสำคัญคือ ต้องมีการดำเนินกิจกรรมในแปลงที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษ หรือกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งการหารือ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เห็นด้วยกับแนวทางกรมวิชาการเกษตรที่จะแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 โดยใช้หลักการของ มาตรฐาน GAP ที่เข้มข้น
อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ และ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร มีความเห็นร่วมกันว่า การแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ด้วยมาตรการ GAP ซึ่งเป็นมาตรฐานภาคสมัครใจ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ดังนั้นภาคเอกชน ที่รับซื้อผลผลิตทางการเกษตร ควรจะรับซื้อผลผลิตทางการเกษตร จากเกษตรกรที่ไม่ก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม รวมถึงปัญหา PM 2.5 จึงเสนอแนะให้การประชุมครั้งต่อไป จะมีการเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องมาหารือ
ในส่วนของ GAP Carbon Credit Plus กรมวิชาการเกษตร ร่วมกับ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ทำ MOU ในการพัฒนาบุคลากรเพื่อพัฒนาผู้ประเมินภายนอกสำหรับโครงการภาคสมัครใจ (Validation and Verification Body: WB) และพัฒนางานวิจัยด้านคาร์บอนเครดิต รวมถึง การพัฒนาโครงการ Carbon credit baseline ภาคการเกษตร ระดับประเทศ พืชเศรษฐกิจสำคัญ 6 ชนิด อ้อย ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ยางพารา ทุเรียน และมะม่วง ในพื้นที่นำร่องทั่วประเทศ การดำเนินงานและความพยายามนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกรมวิชาการเกษตร ในการพัฒนาทางด้านการเกษตรอย่างยั่งยืน และ การต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคเกษตรกรรม